Filed under: 1
ในช่วงต้นของการเตรียมงาน มักจะมีความยากลำบากปรากฏขึ้น ทำให้หลวงพี่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติความเมตตา และความอดทน เหมือนดั่งพื้นดินที่เต็มไปด้วยหญ้ารกชันได้ถูกถางออกด้วยวิถีการปฏิบัติและวิถีการมองของตัวเอง จนในที่สุดก็มองเห็นได้ว่า บนหนทางนั้นมีดอกไม้กำลังยิ้มตอบรับเราอยู่เสมอ
เมื่อใดก็ตามที่เกิดความเข้าใจผิด หรือความขัดแย้งกับผู้ใกล้ชิดในการจัดงาน นั่นคือสิ่งที่สามารถบั่นทอนกำลังใจของเราได้มาก แต่เนื่องด้วยการฝึกปฏิบัติทั้งการเปิดใจฟังซึ่งกันและกัน และใช้วาจาแห่งสติ – เริ่มต้นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเริ่มต้นใหม่ภายในตัวเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการถางหญ้าในใจของเราด้วยเช่นเดียวกัน เพราะทำให้เรามีความชัดเจน แจ่มใส ผ่อนคลาย สามารถที่จะฟังได้อย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะเข้าใจ และมีจิตแห่งความเมตตาอุเบกขา อันจะนำมาซึ่งความสามัคคีกลมเกลียวกันในการทำงานร่วมกัน
- – หลวงพี่นิรามิสา จากคำนำหนังสือ กลับสู่บ้านที่แท้จริงกับติช นัท ฮันห์ – -
Food contemplations for Young People
by Sr. Chau Nghiem
* This food is the gift of the whole universe: The earth, the sky, the rain, and the sun.
อาหารนี้เป็นของขวัญแห่งจักรวาล พื้นดิน ท้องฟ้า สายฝน และดวงอาทิตย์
* We thank the people who have made this food, especially the farmers, the people at the market and the cooks.
เราขอขอบคุณคนที่ทำอาหารนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนา แม่ค้าในตลาดและพ่อครัวแม่ครัว
* We only put on our plate as much food as we can eat.
เราเพียงแต่รับประทานอาหารเท่าที่เราจะทานได้
* We want to chew the food slowly so that we can enjoy it.
เราอยากเคี้ยวอาหารอย่างช้าๆเพื่อที่เราจะได้เบิกบานกับมัน
* This food gives us energy to practice being more loving and understanding.
อาหารนี้ทำให้เรามีพลังงานเพื่อที่จะฝึุกปฎิบัติที่จะมีความรักและความเข้าใจมากขึ้น
* We eat this food in order to be healthy and happy, and to love each other as a family.
เรารับประทานอาหารนี้เพื่อให้มีร่างกายแข็งและ และรักผู้อื่นดั่งครอบครัวของเรา
ที่มา : http://mindfulkids.wordpress.com
posted by Dom dom+
Filed under: Mindful working
ใครใช้จีเมล์ลองดูฟังก์ชันนี้ดู
เราสามารถตั้งให้จีเมล์บลอกหน้าจอตัวเองทุก 15 นาทีได้ล่ะ
แล้วออกไปเดินเล่นกันนะคะ
![]() |
Email Addict by Michael D Lets you take a break from email and chat by blocking the screen for fifteen minutes and making you invisible in chat. |
|
Filed under: Mindful Reading
กระ zen กระสาย 6
ปาฏิหาริย์แห่งจิตที่งดงาม
คำว่า ติช ในนาม ‘ติช นัท ฮันห์’ ของท่านเป็นคำเรียกสงฆ์ในภาษาเวียดนาม คำว่า นัท หมายถึง ความเป็นหนึ่ง คำว่า ฮันห์ หมายถึงการเคลื่อน หรือกิริยาที่งดงาม ช่างเป็นนามที่ตรงกับจริยวัตรของท่าน เพราะตลอดชีวิตของท่านเป็นการเคลื่อนไหวอันงดงามสู่ความเป็นหนึ่งเดียวของ มนุษยชาติ
ติช นัท ฮันห์ ในวันนี้เป็นพระเซนชาวเวียดนามวัยกว่าแปดสิบ แม้จะเข้าสู่ร่มเงาของวัดมาตั้งแต่อายุสิบหก แต่ท่านก็ผ่านชีวิตทางโลกมาอย่างโชกโชน สงครามเวียดนามทำให้ท่านเห็นว่า พระมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนในสังคม ไม่ใช่จำวัดอยู่ในมุมสงบ ไม่รับรู้ความเป็นไปของโลก
ตลอดชีวิตของท่าน ท่านเป็นมากกว่าพระ เป็นนักต่อสู้เพื่อสันติภาพด้วย ท่านเชื่อว่าพระก็คือคน ไม่ใช่ผู้วิเศษ ท่านปล่อยใจไปตามธรรมชาติ เข้าใจมัน แต่ไม่ฝืนมัน ยกตัวอย่างเช่น ยามเมื่อได้ยินข่าวความตายของเพื่อน ชาวบ้าน และคนเวียดนามที่ถูกฆ่าจากสงคราม หยาดน้ำตาก็ร่วงไหลจากนัยน์ตาท่าน
ท่านไม่เชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ ท่านเขียนว่า “ปาฏิหาริย์มิใช่การเดินบนผืนน้ำ ปาฏิหาริย์คือการเดินบนแผ่นดินสีเขียวในขณะจิตปัจจุบัน ดื่มด่ำชื่นชมกับสันติและความงามที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ”
และเป็นปัจจุบันขณะนี่เองที่เป็นหัวใจของปรัชญาพุทธ ใช้ชีวิตในเวลานี้ ขณะจิตนี้ ไม่ใช่ในอดีตที่ผ่านพ้น และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ท่านสอนเรื่องปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ การรักษาจิต การตื่นการเข้าใจโลกและสังคม
ติช นัท ฮันห์ ใช้ชีวิตในต่างประเทศมานานปี หาทางเผยแพร่หลักการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย การใช้สติในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมสันติภาพ
ยุคต้นของทศวรรษ 60’s ท่านก่อตั้ง ‘โรงเรียนเยาวชนเพื่อการบริการสังคม’ เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจากสงครามเวียดนาม สร้างบ้านและโรงเรียนใหม่ที่ถูกทำลาย รวมไปถึงสถานที่รักษาพยาบาล
สงครามเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์ แต่ท่านเชื่อและแสดงให้คนเห็นว่า มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ จะมีทางใดที่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น หากมิใช่การเริ่มต้นเสริมสร้างจิตใจให้งดงามก่อน?
ในวัยแปดสิบกว่า ท่านยังชอบเดินชมสวน และทำสวน ท่านบอกว่า เราทุกคนควรทำตัวเป็นคนสวน ดูแล ‘สวน’ ของเรา เองอย่างทะนุถนอม
หากสวนคือจิตใจของเรา เมล็ดพืชก็คือความคิด ซึ่งมีทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ดีและไม่ดี เราควรรักษาความคิดที่ดี ไม่ให้มันถูกโรคร้ายคุกคาม ปลูกฝังมันในดินดี รดน้ำพอเหมาะ ให้มันได้รับแสงสว่างเพียงพอ ให้ปุ๋ย หมั่นถางหญ้าคา วัชพืชออกไป ต้นไม้แห่งชีวิตจึงสามารถงอกงามกลางสวนสวย ออกดอกผลน่าชื่นใจ
แน่ละ จะปลูกพืชได้ ต้องลงมือขุดดินเอง มืออาจเลอะดิน แต่ผลที่ออกมาคือสวนงาม
หลักเซนสอนให้เราเรียนรู้ชีวิตได้จากธรรมชาติ จากการปลูกต้นไม้ จากการเฝ้าดูสิ่งมีชีวิตและสิ่งไร้ชีวิต จากการไม่ยึดติดกับความเป็นเจ้าของ เพราะโลกนี้ไม่ใช่ของเขาหรือของเรา โลกคือบ้านของสรรพชีวิต
ท่านกล่าวว่า “บ้านที่แท้จริงของเจ้าอยู่ที่นี่ และ ณ ขณะจิตนี้ มันไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา ขนาดพื้นที่ สัญชาติ หรือเชื้อชาติ บ้านที่แท้จริงของเจ้ามิใช่ความคิดนามธรรม มันคือบางสิ่งที่เจ้าสัมผัสได้ และอาศัยอยู่ได้ในทุกขณะจิต ด้วยสภาพจิตที่เต็มเปี่ยม จดจ่อ และพลังแห่งพุทธะ เจ้าสามารถค้นพบบ้านที่แท้จริงของเจ้าในการผ่อนคลายอย่างสิ้นเชิงทั้งจิตใจ และร่างกายในปัจจุบันขณะ ไม่มีผู้ใดสามารถแย่งมันไปจากเจ้า ผู้อื่นอาจสามารถครอบครองประเทศของเจ้า จองจำเจ้าในคุก แต่พวกเขาไม่สามารถแย่งชิงบ้านที่แท้จริงและอิสรภาพของเจ้าได้”
รักกันดีกว่าเกลียดกัน เป็นเพื่อนกันดีกว่าเป็นศัตรู สร้างสันติภาพดีกว่าสงคราม ทุกขณะจิตก็คือปาฏิหาริย์ ทุกวันที่เหลืออยู่คือวันที่มีความหมาย
และอย่างที่ท่านบอก “มีทางใดที่ดีไปกว่าการเริ่มต้นวันด้วยการยิ้ม?”
(พิมพ์ครั้งแรก เปรียว 2551)
วินทร์ เลียววาริณ
19 กรกฎาคม 2551
ที่มา : http://winbookclub.com/frontpage.php
ภาวนาตามแนวทางหมู่บ้านพลัม
พระเถระนิกายเซน นำภาวนาโดยคณะพระธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส และเวียดนาม
9 กันยายน 2551
ปาฐกถาธรรม “สู่สังคมอันสมดุล”
เวลา 18.00 น. - 20.30 น. ณ ห้องเฉลิมพรมมาศ ตืกอปร. โรงพยาบาลจุฬาฯ
ไม่ต้องลงทะเบียน/ไม่เสียค่าใช้จ่าย
10 กันยายน 2551
ปาฐกถาธรรม ” การฝึกสติของผู้รักษาสันติธรรม”
เวลา 18.00-20.30 ณ ห้องประชุมชั้น ๗ สถาบันพัฒนาข้าราชการตุลาการ
ไม่ต้องลงทะเบียน/ไม่เสียค่าใช้จ่าย
12-14 กันยายน 2551 :
งานภาวนา “สู่กายใจอันสมดุล“
ณ ไร่หวานสนิท จ.สระบุรี
สำหรับนักบวช บุคคลทั่วไป และครอบครัว (รับสมัครอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีต้องมีผู้ปกครองมาด้วย)
ค่าใช้จ่าย นักกิจกรรมและเด็กอายุ 6-14 ปี คนละ 2,000 บาท / อายุ 15 ปี ขึ้นไป คนละ 2,500 บาท
** นักบวชทุกศาสนาไม่เสียค่าใช้จ่าย **
16 กันยายน 2551
ปาฐกถาธรรม “สู่ชีวิตอันสมดุล”
เวลา 17.30 น. – 20.00 น. ณ จังหวัดเชียงใหม่
ไม่ต้องลงทะเบียน/ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.thaiplumvillage.org
18-21 กันยายน 2551
งานภาวนา “สู่ธรรมชาติอันสมดุล” พร้อม “ภาวนารักษ์โลก“
สำหรับนักบวช และบุคคลทั่วไป (รับสมัครอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปและเด็กอายุ 12-14 ปีต้องมีผู้ปกครองมาร่วมตลอดงานภาวนา)
ณ สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่
ค่าใช้จ่าย นักกิจกรรมและเยาวชนคนละ 2,000 บาท / บุคคลทั่วไปคนละ 2,500 บาท
22 กันยายน 2551
ภาวนารักษ์โลก ในวันปลอดรถ (car free day) ณ จ.เชียงใหม่
รายละเอียดติดตามทาง www.thaiplum.village.org
** นักบวชทุกศาสนาไม่เสียค่าใช้จ่าย **
* รับสมัครจำนวนจำกัด ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2551
สอบถามรายละเอียดและสมัครที่
085-318-2939, 086-688-4984
Filed under: Mindful living
เมื่อเราได้รับประทานอาหาร นอกไปจากการมองอย่างลึกซึ้งในอาหารของเราแล้ว เราได้เห็นการหยิบยื่น”โอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ในการเริ่มต้นใหม่เสมอๆ”
ไม่ว่าวันนั้นเราจะเจออะไรมา เราจะรู้สึกแย่ขนาดไหน เราอาจทำอะไรพลาดพลั้งจนไม่อยากให้อภัยตัวเอง เราอาจรู้สึกเศร้าเพราะความคิดว่าตัวเองช่างไร้ค่า
ไม่ว่ามันจะร้ายแรงแค่ไหนก็ตามที่เราต้องเจอะเจอ แต่เมื่อเรายังมีอาหาร ที่เค้ากำลังบอกกับเราว่า เมื่อทานแล้ว เธอจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอจะมีโอกาสได้หายใจ เธอจะมีกำลังวังชา มีสมองโปร่งใส เธอจะสามารถเริ่มต้นใหม่กับชีวิต ได้แก้ไข ได้ทำให้ดีขึ้น ได้มอง ได้เข้าใจ ได้รักตนเองและทุกๆอย่างรอบตัว ในวินาทีต่อไปนี้ของชีวิต เพราะอย่างน้อยเรายังมีอาหาร
ขอขอบคุณอาหารอันแสนมหัศจรรย์
Filed under: Mindful News
OUTLOOK :BANGKOKPOST
: SOCIETY
The ‘Plum’ tree spreads outThe “plum tree” is expanding its branches in Thailand. Latest in the list is Plum magazine, a quarterly with articles from lay and monastic members of the Plum Village in Thailand and around the world.
The inaugural edition has a new year’s speech by Venerable Thich Nhat Hanh and his letter explaining why Plum Village does not consume eggs and milk; a dialogue on “beginning anew”; a Plum-styled tea ceremony; book reviews and voices from the Little Plum, which refer to the children of the Plum Village in Thailand.
![]() |
|
Waking Up |
The magazine costs 50 baht.
To subscribe, write to sharingfromtheheart@gmail.com.
Each month, three separate groups of followers conduct free activities:
On the fourth Sunday, from 9am to 4pm, Lemon Farm’s Chang Wattana branch will host a Day of Mindfulness.
Call Pok on 08-5318-2939, or email awakeningsource@yahoo.com.
Every third Wednesday of the month, from 6 to 9pm, Hats (on the 15th floor of Amarin Tower, Chit Lom) has another get-together.
Call Kae on 08-1341-4841, or email npoglad@yahoo.com.
Followers in Chiang Mai have their own Day of Mindfulness every third Sunday of the month, from 9am to 3pm, at the Dharma Hall, Chiang Mai University.
On the second Tuesday of the month, they organise another shorter session where the practitioners review their Five Mindfulness Training at Wat Suan Dok’s Phra Chao Kao Tue Hall.
Call Tee on 08-6688-4984, or email cmplumnoi@yahoo.com.
Filed under: Mindful Talking
เมื่อเราพูดถึง Engaged Buddhism ก็คือการใช้พุทธศาสนาให้ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ในทุกชั่วขณะ อันนี้คือสิ่งแรก
เวลาเราพูดถึง Engaged Buddhism เรามักคิดว่ามันเป็นพุทธศาสนาเพื่อที่จะต่อสู้เพื่อสันติภาพ เพื่อสังคม ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ engaged Buddhism ส่วนหนึ่งของคำที่เรามักจะแปลว่าพระพุทธศาสนารับใช้เพื่อสังคมเท่านั้น
แต่จริงๆแล้ว Engaged Buddhism ก็คือการฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะให้ชีวิตของเรามีการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มเปี่ยม การปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ทุกชั่วขณะ ไม่ว่าอยู่ในทางใจ หรือกายของเราก็ดี
เพราะฉะนั้น Engaged Buddhism คือการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ที่เกิดขึ้นในกายและใจของเรา มันเป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก
Engaged Buddhism ก็คือ การตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในสิ่งที่ปรุงแต่งในกายของเรา ในจิตของเรา มันก็คือเท่านั้นเอง นี่คือความหมายของ Engaged Buddhism หรือพุทธศาสนาเพื่อวิถีชีวิตประจำวัน
–ส่วนหนึ่งจาก Dharma Talk by Thich Nhat Hanh in Hanoi on 6 th May 2008 รออ่านเหตุผล ที่มาที่ไป ฉบับสมบูรณ์ได้เร็วๆนี้
Posted by Dom Dom+
Filed under: Mindful Talking
“The most important thing is cultivating our compassion, not trying to forgive.
……and Please be gentle toward your anger.”
หลวงพี่ศรีกัลยา
Posted by chuon chuon
Filed under: Mindful listening
…
ถ้าเราถูกคนอื่นเข้าใจผิด มันต้องกลับมาถามว่า มันกลายเป็นปมในตัวเราหรือเปล่า
เวลาที่เค้าพูดไม่ดีกับเรา เวลาเค้าพูดนินทาเรา หรือไม่เข้าใจเรา เราเกิดความรู้สึกว่ามันเป็นปมอันใหญ่ในตัวเราหรือเปล่า ว่าเรารู้สึกน้อยใจว่า ทำไมเค้าไม่เข้าใจ
หรือเราอาจจะมีสิ่งปรุงแต่ง ที่เป็นไปในทางไม่พอใจ หงุดหงิด หรือมีความรู้สึกว่าอัตตาของเราถูกสั่นคลอน อันนั้นคือสิ่งแรกที่เราต้องกลับมาดูก่อน ก่อนที่เราจะตัดสินว่าเราจะทำอะไรลงไป
ถ้าเราเกิดมีความรู้สึกว่ามันเป็นปมขึ้นมา
เวลาที่มีปมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นปมด้อย ปมแห่งความน้อยใจ ปมเด่น หรือปมแห่งความเท่าเทียมกันอยู่บนพื้นฐานจากอัตตาของเรา หมายความว่า คือการที่เราเอาตัวเองไปเทียบกันคนอื่น ตัวเราไปเทียบกับสถานการณ์ หรือเทียบกับอะไรสักอย่าง
เพราะฉะนั้น เวลาที่เราไปเทียบกับอะไร เราก็ปล่อยให้ตัวตนเราขึ้นมา
ถ้าเราเทียบกับคนนั้น ทำไมเราสู้เค้าไม่ได้เลย เราอยู่ตรงนี้เราทำอะไรไม่ได้เลย คนอื่นเค้าทำหมด และก็รู้สึกว่า เราไม่เอาไหนเลย อันนี้เพราะว่า เรายังมีตัวตนไปเทียบว่าคิดว่าเค้าอยู่ในระดับนี้ เราอยู่ในระดับนี้
เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เรามีการเปรียบเทียบ หรือได้ยินใครมาแล้วเราเปรียบเทียบกับคนอื่น คิดว่าคนอื่นเข้าใจเราผิด คนอื่นจะรู้สึกไม่ดีกับเรา เราจะเสียชื่อเสียง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นปมที่ขึ้นในใจเรา
วิธีปฏิบัติอันแรก คือ ต้องมองให้เห็นว่า เราไม่ได้แยกออกจากคนอื่น เวลาที่เราทำงานด้วยกัน และเพื่อนคนนั้น คนนี้ทำหน้าที่ได้ดี แต่เราอาจจะทำงานเล็กๆ ทำได้ดี หรือเราอาจไม่มีอะไรทำ เราต้องเห็นว่า งานของเพื่อนที่ทำได้ดีก็เหมือนกับงานของเรา เราไม่ได้แยกออกจากกัน เราไม่ได้มีตัวตนที่แยกออกจากกัน เราทำเหมือนกับเป็นกายเดียวกัน
โอ เพื่อนคนนี้ทำงานโฆษณาได้ดี เราก็ดีใจไปกับเค้าด้วย เพื่อนคนนี้ทำงานประกาศหรืออกข่าวได้ดี เราก็ดีใจไปกับเค้าด้วย เหมือนกับว่าเราทำร่วมกับเค้า เค้าทำร่วมกับเรา แล้วความสุขของเค้าก็เป็นความสุขของเราด้วย
แต่บางครั้งความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่าบางที เราอาจจะต้องเข้าไปมองอย่างลึกซึ้งว่ามันได้กลายเป็นนิสัย หรืออย่างที่หลวงพี่เบิกบานบอก มันอาจจะมีเหตุการณ์ในอดีตของเรา หรือประสบการณ์ในอดีต อาจจะเป็นตอนเล็กๆ ที่เราถูกเลี้ยงดูมาเช่น ตอนเล็กๆ พ่อแม่เอาใจพี่สาวหมดเลย เลยนึกน้อยใจในตัวเอง จนกลายเป็นนิสัย
ที่หมู่บ้านพลัม จะมีหลวงพี่ใหญ่ ที่เติบโตมาเป็นพี่สาวคนโตที่พ่อแม่ดูแลและรักมาตลอด แต่พอโตมา มีน้องสาว พ่อแม่ก็เริ่มเอาใจน้องสาวพอวันหนึ่งไปเดินในสวน แล้วคุณพ่อเริ่มซื้อของให้น้องสาวก่อน ตอนนั้นพี่สาวที่เป็นเด็ก ร้องไห้ ไม่พอใจ และตอนนั้นท่านก็ไม่รู้จักการปฏิบัติ
พอท่านบวชมา เริ่มแรก หลวงปู่ก็จะให้การดูแลเอาใจใส่ แต่พอมีน้องรุ่นใหม่บวชมา เวลาเรามีน้องใหม่ ก็เหมือนมีน้องใหม่เกิดขึ้นในบ้าน ทุกคนจะให้การดูแลเอาใจใส่
หลวงพี่ท่านนี้ก็บอกว่า เค้ารู้สึกเหมือนกับถูกทอดทิ้ง รู้สึกกับน้อยใจ และอันนี้เป็นอันหนึ่ง ที่ท่านย้อนกลับไปดู พบว่าตอนเด็กท่านก็เป็นแบบนี้ แต่ท่านไม่ได้กลับไปดูแลปมในตัวเองท่านก็จะใช้วิธีกราบสัมผัสพื้นดิน ทำสมาธิ กลับมาดูแลเด็กหญิงเล็กๆที่ยังในตัวเรา
เพราะฉะนั้น เราทุกคนก็มีเด็กหญิงเด็กชายเล็กๆในตัวเรา ที่เค้าต้องการดูแล แต่ยังไม่ได้ดูแล กลับมาดูแลปมอันนั้น
ต้องดูให้เห็นว่า สิ่งที่หลวงปู่ดูแลหลวงน้องที่เข้ามาใหม่ ก็เหมือนกับดูแลหลวงน้องนั้นด้วย ถ้าหลวงน้องมีความสุข ตัวท่านก็มีความสุข และหลวงปู่ก็มีความสุขด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะลดความรู้สึกน้อยใจ
ความรู้สึกน้อยใจ มันก็มาพร้อมกับความรู้สึกอิจฉา เวลาที่มีคนว่าเราก็เช่นเดียวกัน เราต้องกลับมาดูว่า เรามีปมอะไรอย่างนั้นไหม
ถ้าเรารู้สึกว่า เราไม่ได้มีปมอะไร แต่เราอยากให้มีความเข้าใจนั้นเกิดขึ้น ในความสัมพันธ์ของเรา โดยเฉพาะ ถ้าเราเป็นคนที่อยู่ร่วมกัน อยู่ในวัดเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน เราควรจะมีวิธีการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น เพราะถ้าเราอยู่ในวัดเดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน ถ้ามีความเข้าใจที่ใกล้ความจริงมากที่สุดแล้วความสุขหรือความกลืมสามัคคีก็จะมีมากเท่านั้น
เพราะฉะนั้นก็ต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือว่า คนมาจากไหนไม่รู้ เค้าก็ชอบพูดชอบนินทา เป็นเรื่องเป็นราวของเค้า แล้วเราคิดว่า ถ้าเกิดว่าการที่จะต้องไปยืนยันเหตุผลว่าเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เป็นการยืนยันจากสิ่งที่เราอยากให้เค้าเห็นเราถูกต้องเท่านั้น หรือเรากลัวว่าเราจะเสียชื่อเสียง โดยทำให้การยืนยันความถูกต้องของเรา ทำให้เกิดการโต้แย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
อันที่หนึ่ง- เราต้องดูว่าเราเกิดปมภายในไหม ถ้าไม่เกิดปมภายใน มันก็ไม่มีปัญหา ถ้าเค้าจะพูดก็ไม่มีปัญหา และเราจะรู้ว่า ถ้าเราจะต้องอธิบาย เราจะอธิบายเพื่อให้เกิดความรัก ความเมตตา ความเข้าใจ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญ และ เชื่อมโยงกับความน้อยใจ
- – ส่วนหนึ่งของคำตอบ ในคำถามเรื่องความน้อยใจ
โดยหลวงพี่นิรามิสา 19 เม.ย.51 ไร่หวานสนิท สระบุรี
Filed under: Mindful listening
Practice is cultivating love.
Br.Phap An
30 Mar 2008
Filed under: Mindful Reading
ทั่วไปแล้วในการเริ่มต้นใหม่ เรามักคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนอื่นๆ เสมอ
มาวันหนึ่ง พี่โก๋เปิดหนังสือ the Mindfulness bellซึ่งมักอัพเดทคำสอนของหมู่บ้านพลัมใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ เปิดเจอหน้าหนึ่ง เกี่ยวกับการเริ่มต้นใหม่นี่แหละ จำได้คร่าวๆ ผสมกับที่พี่โก๋เล่า มีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านพูดถึงเรื่องนี้ว่า
“ก่อนที่จะล้างจาน ฟองน้ำของเราสะอาดแล้วหรือยังนะ”
domdom+ posted
Filed under: 1
รู้จักจิตด้วยใจ
Understanding Our Mind
ภาวนาตามแนวทางท่านติช นัท ฮันห์
ขอเชิญร่วมเรียนรู้การทำงานของจิต ผ่านการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ตามแนวทางท่านติช นัท ฮันห์
พระเถระนิกายเซน นำภาวนาโดยคณะพระธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส
2 เมษายน 2551
ปาฐกถาธรรม ‘รู้จักจิตด้วยใจ’ (Understanding Our Mind)
เวลา 17.30-20.30 น. ณ ห้องเฉลิม พรมมาศ ตึกอปร. โรงพยาบาลจุฬาฯ
ไม่ต้องลงทะเบียน/ไม่เสียค่าใช้จ่าย
5-7 เมษายน 2551
รู้จักใจ : ภาวนาเพื่อความเข้าใจในครอบครัว
สำหรับครอบครัว(ผู้ปกครองและเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป)
นักบวช และบุคคลทั่วไป ณ ภูโอบ-น้ำใส คันทรี่รีสอร์ท จ.นครนายก
10-20 เมษายน 2551
รู้จักจิต : ภาวนาว่าด้วยจิตวิทยาเชิงพุทธ
สำหรับนักบวช และบุคคลทั่วไป(อายุตั้งแต่18ปีขึ้นไป) ณ ไร่หวานสนิท จ.สระบุรี
* รับสมัครจำนวนจำกัด ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2551
สอบถามรายละเอียดและสมัครที่ 085-318-2939, 086-688-4984
or email to awakeningsource@yahoo.com www.thaiplumvillage.org
Filed under: Mindful Reading
แว่บไปอ่านงานของเสกสรรค์เรื่องพุทธทาสกับสังคมไทย แล้วมีบางตอนเขียนถึงหลวงปู่ติช ด้วยภาษาที่พวกเรามักส่ายหน้า ไม่เข้าใจๆกัน :O) เลยเอามาฝาก
———–
เมื่อวันก่อนผมถามนักศึกษาในห้องเรียนผมว่า ใครไปลงประชามติบ้าง ปรากฎว่าค่อนห้องไม่ได้ไป ผมถามว่า ใครไม่ชอบคุณทักษิณบ้างก็เงียบ ใครไม่ชอบคมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) บ้างก็เงียบ ถามว่า ไม่ชอบใครเลย เฉยๆ กันทุกคนใช่ไหม คือสนใจแต่ตัวเอง
อันนี้คือปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องเลิก และทำให้ท่านพุทธทาสจับประเด็นนี้ตั้งแต่ต้น เพราะท่านมองเห็นเลยว่าตัวกูของกู ต้องเลิก แล้วตัวมึงเป็นของกูก็ต้องเลิก คือมันเป็นปัญหาใจกลางของมนุษยชาติ
ผมอ่านเรื่องของอิทัปปัจจยตา ก็ไปนึกถึงคำสอนของเซน โดยเฉพาะคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ท่านชี้ประเด็นเดียวกัน ถ้าผมถ่ายทอดผิดก็ขออภัยด้วย เพราะผมอ่านมาจากภาษาอังกฤษ ท่านชี้ให้เห็นว่า ถ้าอยากจะหลุดพ้นต้องเข้าใจสามอย่างคือ 1.สุญญตา หลมายถึง เห็นอนัตตา คือความว่างเปล่าของตัวตน 2. อนิมิตตา อันนี้สำคัญมากหมายถึงเห็นอนิจจังแล้วถอนนิมิตได้ ท่านบอกว่า เลิกจับโลกที่เป็นจริงมาใส่กรอบคิดซะที อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของปัญญาชน คือทุกอย่างจะต้องไปตีความ ตัดสิน มันไม่ช่วยให้เข้าใจสัจธรรม โลกดำเนินไปตามครรลองของมัน ไม่ต่างกับอิทัปปัจจยตา คนในยุคปัจจุบันเข้าใจยาก แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะมีความสุขแบบฉับพลัน 3. อัปปณิหิตา คือเห็นทุกข์แล้วถอนความปรารถนาได้ ไม่ต้องมีจุดหมาย ไม่ต้องไปต้งความคาดหวัง ไม่ต้องตั้งวัตถุประสงค์ คืออยู่กับปัจจุบันขณะ ซึ่งอาจารย์ทางด้านมหายานหลายท่านเขียนเรื่องเหล่านี้ไว้ เช่น เส้นทางที่ปราศจากจุดหมาย
การไม่มีจุดหมาย ไม่ได้หมายความว่าอยู่เรื่อยเปื่อยเฉี่อยแฉะแบบพวกไม่มีบ้าน หรือคนตกทุกข์ได้ยาก ไม่ใช่ แต่เป็นการสอนในทาง positive สอนให้กลับกัน คือจงเผชิญทุกอย่างในชีวิตอย่างไม่หลบตา บางทีเราอาจจะไปไม่ถึงขั้นการไม่มีความหวัง ไม่มีความหวังอะไรเลย แต่ว่าเราต้องกล้าที่จะเห็นมันตามความเป็นจริง ถ้าปฏิบัติได้ก็มีความสุข เดินไปเจอใครก็ไม่คาดหวังอะไรทั้งสิ้น แล้วทุกอย่างจะดี มีจิตสงบ

สามอย่างที่ท่านนัท ฮันห์บอกอยู่ในหนังสือ Zen Keys ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจเขียนบทกวีออกมาสี่บาท เอามาแถมให้พวกเรา ซึ่งจะตรงกับที่ท่านพุทธทาสบอก ผมเขียนว่า …
ทะเลอยู่ในหยาดฝน
ผู้คนอยู่ในตัวเรา
ที่ราบอยู่ในขุนเขา
จันทร์วางเงาอยู่ที่ใด
ตามที่เซนสอน ถ้าจิตใสกระจ่างก็เหมือนสะท้อนภาพดวงจันทร์ที่เป็นจันทร์เพ็ญ ก็คือซาโตรินั่นเอง
ทะเลอยู่ในหยาดฝน ถ้าเรามองเห็นทะเลในหยาดฝนเมื่อไหร่ เราก็รู้ว่าสรรพสิ่งล้วนเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ผู้คนอยู่ในตัวเรา จะเห็นผู้อื่น ไม่เห็นแต่ตัวเอง และเห็นตัวเราในผู้อื่น ที่ราบอยู่ในขุนเขา อันนี้สำคัญมาก จะทำให้เราเลิกปลื้มไปกับลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะจริงๆ แล้ว ที่เราเรียกว่าขุนเขา เพราะมีการดำรงอยู่ของที่ราบ ไม่งั้นเราไม่มีวันรู้ว่านี่คือขุนเขา เพราะฉะนั้น มันแยกออกจากที่ราบไม่ได้เลย ท่านนัท ฮันห์ชอบใช้คำว่า interbeing คือทุกคนมีการอยู่อย่างสัมพันธ์กับผ์อื่นและสิ่งอื่นตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ผมอ่านเทียบกับงานท่านพุทธทาสตอบสั้นๆ ได้ว่ายืนยัน ( confirm ) คือเห็นตรงกันหมด
————- คลิกอ่านทั้งหมด ————-
bautroi



